[หนังสือ] เป็นไปได้มากกว่านี้ถ้ารีบเปลี่ยน you can change your life




เป็นหนังสือที่อ่านง่าย อยากอ่านต่อว่าต่อไปจะเป็นยังไง โดยหนังสือจะยกงานวิจัยมาเป็นตัวอย่างละแต่ละบทจะมีสรุปให้เราทำตาม และในตอนท้ายเล่มก็จะเป็นการสรุปเกี่ยวกับเทคนิคต่างๆในหนังสือทั้งหมด ถือว่าเป็นหนังสือที่ดีเล่มหนึ่งเลย

อ่านมาก็จะสรุปคราวๆ ประมาณนี้

  • ในตอนแรกของหนังสืออ่านแล้วก็แปลกใจ ในหนังสือยกงานวิจัยว่าถ้า นึกถึงความฝันบ่อยๆ จะทำให้มีโอกาสประสบความสำเร็จน้อยกว่า ซึ่งตรงข้ามกับหนังสือหลายๆเล่ม

  • ในตอนสองพูดถึงการที่เราจะเปลี่ยนแปลงตัวเองต้องมาจากที่เราอยากเปลี่ยนตัวเอง เราต้องมีเหตุผลในการเปลี่ยนของเราเอง

  • ในตอนสามพูดถึง รุก และ เลี่ยง หมายถึง เราจะใช้เหตุผลด้านประโยขน์หรือโทษมาเป็นแรงผลักดันในการเปลี่ยนซึ่งจะมีแบบทดสอบให้ทำในหนังสือ

  • บทนี้พูดถึงแผนการหนังสือหยิบงานวิจัยมาว่าถ้าเรามีเป้าหมายหรือแผนการจะมีโอกาสประสบความสำเร็จและมีประสิทธิภาพมากกว่า ก็คือให้เขียนเป้าหมายหรือสิ่งที่จะทำและมีระยะเลากำหนดและพูดถึงอุปสรรคถ้าเกิดขึ้นให้เรามีแผนสำรองและให้เขียนเอาไว้เพื่อรับมือ

  • เรื่องของพลังใจ พลังใจของเรามีจำกัด คือถ้าเราห้ามใจที่จะทำอะไรส่งผลให้เราห้ามใจสิ่งที่สอง ได้น้อยลง คือให้เราทำสิ่งที่เราตั้งไว้ที่ละอย่าง focus กับมัน

  • ทำสิ่งแวดล้อมให้ปราศจากการยั่วยุเพราะทำให้เราเสียพลังใจไปกับการห้ามใจ

  • การเพิ่มพลังใจทำได้โดยมีวินัยกับเรื่องเล็กๆ สัก 1-2 สัปห์ดา การเพิ่มพลังใจทันทีให้เราเขียนสิ่งที่มีคุณค่ากับเรา

  • อย่างที่พูดไปบทแรกการนึกภาพความสำเร็จทำให้โอกาสประสบความเร็จลดลง แต่การนึกภาพต้องนึดถึงกระบวนการหรือวิธีการที่จะทำให้เป้าหมายสำเร็จ และในบทก่อนหน้านี้พูดถึงแผนการ ทั้งสองสามารถใช้ร่วมกันโดยให้นึกถึงแผนการที่จะทำให้ประสบความสำเร็จ
  • เราไม่สามารถปฏิเสธอารมณ์เชิงลบได้ เพราะเรายังเป็นคน ต้องมีความรู้สึก ซึ่งเป็นทั้งประโยชน์และโทษ โดยถ้าเราไปจมอยู่กับมันก็จะเป็นโทษอย่างมาก แต่ก็มีวิธีการให้ออกจากความรู้สึกลบคือพูดถึงอารมณ์ความรู้สึกตอนนั้น และอีกขั้นหนึ่งคือมองมันในทางบวกให้เหตุไปในด้านดี

  • การคบเพื่อนสำคัญต่อเรามาก สิ่งแวดล้อม คนที่เราคบ สังคมที่เราอยู่มีผลกระทบกับเรามาก

  • การถามคำถามเพื่อเตือน การจะทำให้คนอื่นทำสิ่งที่เราต้องการโดยการถามคำถามแทนที่จะเป็นคำสั่ง

  • การให้คนที่เราสนิทๆ หรือไว้ใจ คอยเตือนหรือถามคำถามเกี่ยวกับเป้าหมาย จะทำให้เราเข้าสู่เป้าหมายมากขึ้น

  • เวลาอ่าชีวะประวัติคนสำเร็จให้จินตนาการว่าเป็นพวกเขาและรู้สึกอิจฉาแบบไม่เป็นพิษเป็นภัย

  • เราควรให้อภัยตัวเอง และให้ความสุขกับตัวเอง เวลามีความสุขก็ให้แสดงออกไปเลยไม่ต้องเก็บเอาไว้ ซึ่งการไม่แสดงออกทางความรู้สึกก็มีโทษเหมือนกัน



[หนังสือ] Little Green Book of Getting your way คัมภีร์สุดยอดกลยุทธ์สำเร็จได้ดังใจคิด



ในหนังสือเล่มนี้ใช้คำว่า โน้มนาวเชิญชวน 

การโน้มน้าวเชิญชวนเป็นศาสตร์
การโน้มน้าวเชิญชวนเป็นศิลปะ
การโน้มน้าวเชิญชวนเป็นทักษะการตั้งคำถามที่เลิศล้ำกว่าทักษะการสื่อสารอื่นๆ
การโน้มน้าวเชิญชวนคือการประนีประนอม
การโน้มน้าวเชิญชวนคือการตั้งคำถามเพื่อทำให้สถานการณ์ชัดเจน
การโน้มน้าวเชิญชวนคือทักษะการฟังที่เป็นเลิศ
การโน้มน้าวเชิญชวนคือการทำให้คนอื่นแน่ใจในตัวเอง
การโน้มน้าวเชิญชวนคือการเตรียมตัว
การโน้มน้าวเชิญชวนคือชัยชนะ
การโน้มน้าวเชิญชวนคือการอ่านหนังสืเล่มนนี้มากกกว่าหนึ่งรอบ

Part 1 เตรียมตัวให้พร้อมก่อนทำสำเร็จได้ดั่งใจคิด

ก่อนจะให้ใครเชื่อมั่น ต้องให้ตัวเองเชื่อมั่นก่อน โดยที่ต้องใช้สินค้าที่เราขาย

ความเชื่อหลักๆ มีดังนี้
เชื่อในตัวเอง
เชื่อในสิ่งที่กำลังทำอยู่
เชื่อในสินค้า
เขื่อในองค์กร

และเชื่อว่าเป็นการช่วยเหลือพวกเขา

และสิ่งสำคัญคือเรื่องทัศนคติ
เมื่อความคิดในทางบวกรวมกับความเชื่อมั่นในตนเองจะเกิด
- ความปรารถนาอันแรงกล้า
- ทำให้ผู้อื่นเชื่อมั่น
- โน้มน้าวผู้อื่น
- ทำให้ผู้อื่นทำตามวิธีการของเรา

Part 2 หลักการเบื้องต้นให้สำเร็จได้ดั่งใจคิด

คุณต้องทำให้คนอื่นเชื่อมั่นให้ได้

คุณต้องมีอธิพลต่อคนอื่น

คุณต้องมีทักษะในการโน้มนาวเชิญชวน

คุณต้องเป็นนักเล่าเรื่องที่โน้มน้าวได้เก่งกาจ

การเขียนก็เป็นการโน้มนาวเชิญชวนด้วยเหมือนกัน
อย่างเช่นการเขียนข้อมูลใน ebay ให้คนซื้อตัดสินใจซื้อทันที

มันขึ้นอยู่กับความสามารถในการถ่ายทอดข้อมูลข่าวสาร

ศาสตร์แห่งการประนีประนอม "อย่าได้เสนออะไรที่แม้แต่ตัวเองยังไ่อยากได้เชียวนะ”

Part 3 หลักเบื้องต้นของการโน้มน้าวและพลังในตัวเอง

ปัจจัยสำคัญ
1.อธิบายว่าทำไม อย่างไร
  1. เขาจะได้อะไรจากเรื่องนี้
  2. ความจริงใจของเรา
  3. การสร้างความเชื่อของเรา - ให้คนอื่นสามารถเห็นภาพตาม
  4. ทักษะในการถามของคุณ - เป็นเรื่องสำคัญที่เดียว
  5. ทักษะในการสื่อสาร - ลองถ่ายวีดีโอและดูเราเอง
  6. สร้างจินตภาพ - ให้รู้สึกถึงภาพนั้น
  7. ชื่อเสียง 
  8. ประวัติ ความสำเร็จ

คุณสามารถมีเพื่อนมากขึ้นในสองเดือนจากการหันมาสนใจคนอื่น มากกว่าการที่จะมีเพื่อนเพิ่มขึ้นในเวลาสองปีด้วยการพยามที่จะทำให้คนอื่นมาใส่ใจในตัวคุณ - เดล คาร์เนกี

ถ้าลูกค้าพูดว่าเขาไม่สนใจ หมายความว่าคุณนั้นแหละที่ไม่น่าสนใจ - เจฟฟรีย์ กิโตเมอร์

Part 4 หัวใจสำคัญของการทำให้สำเร็จดั่งใจคิด

การนำเสนออย่างมืออาชีพ 
  1. เตรียมตัวให้พร้อม - รู้จักผู้ฟัง 
  2. ถามตัวเองด้วยคำถามต่อไปนี้
    1. มีเวลาเท่าไหร่
    2. ข้อมูลโดนในที่สุดรึเปล่า
    3. ประเด็นที่จะเสนอ
    4. มัดใจคนได้ไหม
    5. อะไรที่เชิญชวนผู้ฟัง
    6. ชัดเจนไหม
    7. เสนอดีที่สุดแล้วรึยัง
    8. ผู้ฟังทำอะไรเมื่อเสนอจบ
    9. อยากผู้ฟังพูดกับเราว่าอย่างไร
  3. ฝึกนำเสนอต่อหน้าคนที่กล้าประเมินเรา
  4. บันทึกเสียงตอนฝึกเอาไว้
  5. ฟังเสียงที่บันทึกไว้ให้บ่อยเท่าที่จะฟังได้
  6. ฝึกว่ากำลังเสนอแบบจริงๆ
  7. ถ้าครอบครัว เพื่อนหาว่าบ้าก็มาถูกทางแล้ว
  8. แต่งตั้งผู้ประเมินก่อนทุกครั้ง
  9. บันทึกวีดีโอนำเสนอจริง
  10. ดูวีดีโอที่บันทึกไว้สักสองครั้ง

[หนังสือ] วิธีพูดกับทุกคนในทุกสถานการณ์


How to talk to any one
วิธีพูดกับทุกคนในทุกสถานการณ์ 




















เป็นหนังสือการสื่อสารที่ดีเล่มหนึ่ง อ่านง่าย ราคา 180 บาท
มีเทคนิคที่เราสามารถเอาไปใช้ได้เลย
แนะนำให้ลองหาอ่านกัน จะได้ลึกซึ้งกับเทคนิคต่างๆ ที่สรุปมาด้วย

สรุปเทคนิคทั้ง 50 ข้อ ในหนังสือเล่มนี้

Part 1 - สร้างความประทับใจโดยไม่ต้องพูด

1.รอยยิ้มทั่วหน้า - ให้เขามองหน้าเราก่อนสัก 1 วินาที  แล้วค่อยๆ ยิ้มช้าๆ

2. ตาติดหนึบ - ให้คิดว่าดวงตาแปะหนึบด้วยตังเมเหนี่ยวหนึบอยู่กับคู่สนนทนา อย่าคลาดสายตาเด็ดขาด แต่สำหรับผู้ชายด้วยกันให้น้อยลงมาหน่อยเมื่อพูดถึงเรื่องส่วนตัว

3. สายตากาวตราช้าง - ต้องใช้อย่างน้อย สามคนขึ้นไป โดยให้มองคนที่เป็นเป้าหมายของเรา แม้ว่าขณะอีกคนกำลังพูดอยู่ แต่มันอาจจะแรงเกินไปก็ให้จ้องผู้พูดไว้แต่พอจบประเด็นก็ให้มามองดูเป้าหมายเรา ( เทคนิคนี้สามารถใช้ในเรื่องรักๆ ด้วย )

4. ห้อยโหนด้วยฟัน - เวลาจะเข้าประตูใดๆ ให้จินตนาการว่ามีเส้นลวดห้อยลงมาอยู่เหนือศรีษะ 3 cm เมื่อเดินเข้าประตูให้เงยหน้าขึ้นงับภาพในจินตนาการนั้น มันจะทำให้ยิ้มและศีรษะตั้งขึ้น

5. หันหาเด็กโข่ง - ให้ยิ้มและหมุนเข้าหาทั้งตัวเหมือนที่เวลาเจอเด็กเล็กๆ

6. สวัสดีเพื่อนเก่า- เวลาเจอใครใหม่ๆให้จินตนาการว่าเจอเพื่อนเก่าที่ไม่เจอกันมานาน

7. ลดการขยุกขยิก- การเกา กระดุกกระดิก ทำให้ความน่าเชื่อถือลดลง ฉะนั้นถึงแม้ว่าจะคันก็ให้ปล่อยไปและเอามือออกห่างปากเอาไว้

8. ประสาทสัมผัสอย่างม้าฮันส์-ให้แยกประสาทเป็นสองส่วนโดยเวลาพูดออกไปให้จับตามองผู้ฟังด้วยทำให้เรารู้ว่าจะโต้กลับไปอย่างไร

9. เห็นฉากก่อนจะเข้าฉาก-ให้ฝึกจินตนาการ ตามที่อยากให้เป็นก่อนล่วงหน้า นึกภาพว่าเราใช้เทคนิคก่อนหน้านี้และประสบความสำเร็จ



Part 2 - พูดอะไรหลัฝจากสวัสดี

10. ปรับอารมณ์ให้เข้ากัน -ให้ฟังตัวอย่างเสียงจากผู้ฟัง และปรับตัวให้เข้ากับอารมณ์และน้ำเสียง

11. ซ้ำซากแต่เปี่ยมพลัง - คำพูดแรกๆ นั้นเป็นอะไรก็ได้มันไม่สำคัญแต่ที่สำคัญคือการเอาใจเขามาใส่ใจเรา ท่าทีในแง่บวก และการสื่อสารด้วยอารมณ์ความรู้สึกมันจะทำให้คำพูดฟังน่าตื่นเต้น

12. สวมใส่ "อะไรน่ะ" อยู่เสมอ 
ให้ใส่ของแปลกๆ  ทำให้มีคนเข้ามาคุยด้วย ละถามว่า ขอโทษนะนั้น "อะไรน่ะ"

13. นั้นใครน่ะ 
นั้นใครน่ะ เป็นวิธีให้รู้จักคนใหม่ๆ โดยให้เจ้าภาพแนะนำให้หรือขอข้อมูลสักสองสามเรื่อง

14. เข้าไปแอบฟัง
แอบฟังและรอจังวะและบอกไปว่า
ขอโทษนะครับ ผมเผอิญได้ยินว่า...(เรื่องที่เขาคุยกัน)

15. อย่าเอ่ยชื่อเมืองเปล่าๆ
เวลาใครก็ตามที่ถามว่า เป็นคนที่ไหน ให้เสริมข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบ้านเกิดไปด้วยสะกสองสามประโยค

16. อย่าเอ่ยชื่อตำแหน่งเปล่าๆ
ให้เติมรายละเอียดไปด้วยคล้ายๆข้อ 15

17. อย่าแนะนำชื่อเปล่าๆ
เมื่อแนะนำเพื่อนๆ ให้รู้จักกัน ให้เพิ่มเติม เรื่องๆ อื่นๆ ด้วย เช่น งานที่เขาทำหรือกิจกรรมที่เขาชอบทำ

18. ทำตัวเป็นนักสือถ้อยคำ
ฟังคำพูดทุกคำของคู่สนทนาเพื่อหาเรื่องที่เขาสนใจ

19. หันสปอตไลต์ - ให้หันสปอตไลต์ไปที่คนที่เราคุยด้วยก็คือให้เขาเป็นคนพูด ยิ่งหันไปทางเขาเท่าไหร่เขาก็จะคิดว่าคุณน่าสนใจมากขึ้นเท่านั้น

20. นกแก้วทวนคำ - ให้ทวนคำพูดสองสามคำทุดท้ายของคนที่เราพูดด้วยโดยเป็นคำถามหรือทำความเข้าใจ

21. เอาอีก! - "เล่าให้พวกเขาฟังสื เรื่องที่คุณ.." ให้เขาเล่าเรื่องที่เคยเล่าให้เราฟังซ้ำอีกรอบ เพื่อให้เขาได้คุยจ้อและเราก็หลบออกมาตามต้องการ

22. เน้นหนักด้านบวก - เวลาเจอใครครั้งแรกให้เล่าแต่สิ่งที่เป็นบวก เรื่องที่เคยทำผิดพลาดอะไรให้เก็บเอาไว้ก่อน

23. ข่าวล่าสุด... อย่าออกจากบ้านโดยไม่รู้อะไร - ให้หาข่าวที่เกิดขึ้นในวันนั้น เพื่อจะได้มีเรื่องอะไรให้คุย



Part 3 - พูดอย่างคนระดับ VIP

24. อย่าถามว่า "คุณทำงานอะไร" เชียว! - แต่ให้ใช้คำว่า "คุณใช้เวลาส่วนใหญ่ทำอะไร"

25. ประวัติส่วนตัว - เวลาคนถามว่า "คุณทำงานอะไร" ให้เตรียมคำตอบไว้หลายๆ แบบ
เวลาตอบให้นึกถึงประโยชน์ที่เขาจะได้รับ เช่น "ฉันช่วยให้..."

26. อภิธานศัพท์ส่วนตัว - ลองหาคำดีๆ ที่มีความหมาย เช่น ฉลาด สวย น่ารัก ดี แต่ให้ลองหาคำอื่นๆ ดู แล้วลองเลือกดูว่าคำไหนเหมาะกับเรา

27. อย่าเพิ่งรีบบอกว่า "ฉันด้วย!"
เมื่อมีอะไรเหมือนกับอีกคน เช่น ความชอบ ประสบการณ์ อย่าเพิ่งบอกว่าเหมือนกัน แต่อย่าให้รอนานเกิน ไม่อย่างงั้นจะดูเป็นคนเจ้าเล่ห์

28. สื่อสารกับคุณ - ให้ใช้ทุกประโยคให้เป็นด้านของเขา โดยใช้คำว่าคุณหรือชื่อเขา เช่น
ฉันชอบสูทคุณจัง เป็น คุณใส่สูทนี้ดูดีจัง

29. รอยยิ้มสุดพิเศษ - ฝึกให้มีรอยยิ้มหลายๆ   แบบและทักทายคนด้วยรอยยิ้มต่างๆกัน

30. อย่าเข้าใก้ลรัศมีสามเมตีของคำพูดเกร่อๆ - อย่าใช้คำพูดเกร่อๆ ออกมา ให้พูดคำคมๆ โดยใช้เทคนิคถัดไป

31. ใช้กลของนักพูด - ลองอ่านหนังสือของนักพูด แล้วเอาคำพูดดีๆ มาใช้ เช่น คำพูดคล้องจอง ฉลาดๆ คำพูดตลก แต่ต้องให้สถานการณ์

32. พูดตรงๆตามความหมาย

33. เลิกล้อเลียน

34. นึกถึงพูดรับ - ให้นึกถึงความรู้สึกของคนที่ได้รับสาร ให้เอาใจเขามาใส่ใจเรา เช่น ข่าวร้ายต่างๆ ให้มีความเห็นอกเห็นใจด้วย

35. แผ่นเสียงตกร่อง - เมื่อมีคนถามคำถามที่ไม่อยากตอบ ให้ตอบซ้ำแบบเดิม น้ำเสียงแบบเดิม อาจจะถึงสามครั้ง

36. คนใหญ่ๆ ไม่น้ำลายหก
คนที่สำคัญมากๆ จะไม่คลั่งไคล้ดารา เวลาคุยกับดารา อย่าชมผลวานแต่ให้บอกว่าผลงานนั้นให้อะไรกับเราและให้พูดถึงผงงานล่าสุดและถ้ามีคนอื่นมาด้วยให้ชวนเขาคุยด้ย

37. อย่าเอ่ยขอบคุณเฉยๆ - เวลาขอบคุณให้เพิ่มเติมด้วยว่า ขอบคุณเรื่องอะไร

38. สารพัดบำบัด 
ให้หาเวลาสักสัปดาละครั้งทำกิจกรรมอะไรใหม่ๆ จะได้มีเรื่องคุยกับคนที่สนใจด้านนั้น

39. เรียนภาษาต่างดาวนิดหน่อย
ให้เรียนรู้การตั้งคำถามในเรื่องเฉพาะทาง โดยอาจจะถามเพื่อนๆ ในวงการนั้น

40. จี้ให้โดนจุด
นอกจากถามคำถามแล้ว ให้รู้เรื่องเกี่ยวกับประเด็นร้อนแรงในเวลานั้นจากเพื่อนๆด้วย

41. อ่านเกี่ยวกับพวกเขา
ให้อ่านนิตยสารเกี่ยวกับเรื่องเฉพาะนั้นๆ เวลาจะไปพบลูกค้าหรืองานเลี้ยง

42. กระจ่างเรื่อง"ธรรมเนียม" 
ก่อนจะไปประเทศอื่นให้ศึกษาธรรมเนียมของประเทศนั้นด้วย

43. กลต่อรอง
เวลาซื้อของให้ใช้ศัพท์เฉพาะหรือไปหาหลายๆร้านก่อน

ส่วนที่ห้า
วิธีทำให้เราเหมือนกัน

44. ลอกเลียนท่าทาง
ให้เคลื่อนไหวให้เหมือนคนที่เราคุยด้วย

45. เสียงสะท้อน
ให้ใช้คำเหมือนกับคนที่เราคุยด้วย

46. สร้างภาพในจินตนาการอันทรงพลัง
ให้ใช้การเปรียบเทียบให้เห็นภาพโดยให้เป็นโลกของเขา เช่น ถ้าเขามีสวน ให้พูดถึง "การเพาะเมล็ดแห่งความสำเร็จ"

47. ใช้ประโยคเต็มๆ ตอบรับ
อย่าแต่ อืมๆ ให้ใช้ประโยคเต็มที่แสดงความรู้สึกเข้าอกเข้าใจเขา

48. ตอบรับให้สอดคล้องกับกายวิภาค
เราจะใช้สัมผัสทั้ง 5 ในการรับรู้ ให้เราใช้คำให้เป็นสัมผัสเดียวกันเขา เช่น เขาพูดว่า "เราจะเห็นผมในหกเดือน" ให้เราตอบไปว่า "ฉันมองออกว่าคุณหมายความว่าอย่างไร"

49.  เร่งใช้เรา - ให้ใช้คำว่าเราในการพูด

50. ประวัติศาสตร์ทันใจ
เวลาพบเจอคนใหม่ๆ ให้พูดถึงเวลาดีๆ ที่เราทำร่วมกัน ก็จะทำให้เขาเหมือนเพื่อนเก่าในทันที









อิสรภาพทางการเงิน คืออะไร ?

อิสรภาพการเงิน ถือเป็นคำยอดฮิตเลยทีเดียวโดยเฉพาะในเรื่องการเงินและเป็นจุดหมายของใครๆหลายๆ คน แต่บางคนก็ยังไม่ค่อยเข้าใจคำนี้ วันนี้ก็จะมาขยายความคำว่า "อิสรภาพทางการเงิน" กัน

อิสรภาพการเงิน ไม่ได้หมายความว่าเราต้องมีเงินเยอะๆ ต้องรวย แต่หมายถึง
เรามีอิสระทำสิ่งที่ต้องการโดยไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน

อิสรภาพทางการเงิน
Image courtesy of Stuart Miles at FreeDigitalPhotos.net



  • บางคนมีเงินเยอะแต่ ไม่กล้าใช้เงิน จะใช้เงินทีก็กล้าๆกลัวๆ

  • บางคนรวย ยุ่งจนไม่มีเวลา

ถ้าจะนิยามให้เป็นรูปกระทำก็คือ
รายได้จากทรัพย์สิน (Passive Income) > รายจ่าย

ก็มีปัจจัยหลักๆ 2 อย่างคือ รายได้จากทรัพย์สิน (Passive Income) กับ รายจ่าย

  1. รายจ่าย - รายจ่ายของเราก็ขึ้นอยู่การใช้ชีวิตของเรา ถ้าเราเป็นคนรู้จักพอเพียงรายจ่ายของเราก็จะน้อย ก็ทำให้มีอิสรภาพทางการเงินได้ง่าย

  2. รายได้จากทรัพย์สิน (Passive Income) - ก็ได้มาจากทรัพย์สิน เช่น


  • เป็นการเอาเงินมาต่อเงิน ให้เงินทำงานแทนเรา  ถ้าเราเอาเงินมาลงทุนเราก็จะได้เงินจากการลงทุน และถ้าเราเอาเงินที่ได้จากการลงทุนไปลงทุนต่อแล้วทำแบบนี้สะสมไปเรื่อยๆ ก็จะเหมือนดอกเบี้ยทบต้น พอถึงเวลาก็จะออกดอกออกผล


  • แต่ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเอาเงินต่อเงินอย่างเดียว ก็มีอีกหลายๆวิธี เช่น สร้างระบบ(ธรุกิจ) ค่าลิขสิทธ์ต่างๆ


  • วิธีที่ผมว่าเราๆ สามารถทำได้คือ แบ่งเงินมาลงทุนทุกๆเดือน สะสมไปเรื่อยๆ จนถึงเวลาหนึ่งก็จะออกดอกออกผล อย่างเช่น แบ่งเงินมาลงทุนในกองทุนรวมหุ้น ทุกๆเดือนเท่าๆกัน ที่ชอบเรียกกันว่า DCA


ทำไมต้องมีอิสรภาพทางการเงิน ?



  • เคยไหมอยากทำงานที่ชอบโดยไม่กังวลเรื่องเงิน

  • อยากมีเวลาทำสิ่งที่อยากทำ

  • ถ้าแก่ตัวไปไม่มีแรงทำงานแล้วจะเอาเงินจากไหนใช้



เงินเฟ้อ - ภัยเงียบที่กัดกินเงินเรา


อัตราดอกเบี้ย เงินปันผล เงินเฟ้อ

เงินเฟ้อ คืออะไร ?


  • เงินเฟ้อคือสิ่งทำให้ข้าวของแพงขึ้น เช่น ราคาอาหารของ 3 ปีที่แล้วกับราคาอาหารปัจจุบันก็เพิ่มมากขึ้นจาก 3 ปีก่อน