ทำไมถึงต้องลงทุน ?

กราฟเปรียบเทียบ อัตราดอกเบี้ย, เงินปันผล และเงินเฟ้อ


ที่มา : หนังสือ อยากรวยต้องรู้



สมัยก่อนแค่ทำงานเก็บเงินอย่างเดียวก็รวยได้แล้วแต่ปัจจุบันอะไรๆก็เปลี่ยนไป แค่มีเก็บเงินอย่างเดียวก็อาจจะจนลงได้ด้วยซ้ำเป็นเพราะอะไรนั้นเราไปดูกันเลยดีกว่า





ถ้าดูจากกราฟเมื่อสมัยก่อน เช่น

  • ปี พ.ศ.2535 อัตราดอกเบี้ยธนาคารตั้ง 14 % - สมัยก่อนแค่เก็บเงินอย่างเดียวแล้วกินดอกเบี้ยก็สบายแล้ว

  • แต่ปัจจุบัน ถ้าตามกราฟเช่น ปี พ.ศ.2546 อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ประมาณ 1% แต่อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 2 %

  • ปัญหาก็คือ ดอกเบี้ย < อัตราเงินเฟ้อ  (น้อยกว่า)

  • นี้เป็นสิ่งที่น่ากลัว แปลว่า อยู่ดีๆเรากำลังจะจนลงเรื่อยๆ (อัตราเงินเฟ้อคือสิ่งที่ทำให้ราคาข้าวของแพงขึ้น)


ทางออกทางหนึ่งคือ:


เอาเงินเก็บเราไปลงทุนให้มากกว่าเงินเฟ้อ แทนการฝากธนาคารไว้เฉยๆ การลงทุนก็มีหลากหลายอย่างด้วยกันแต่ถ้าเอาตามกราฟเป็นการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ โดยใช้ปันผลจากหุ้นซึ่งปัจจุบันประมาณ 3%  ซึ่งหุ้นนั้นมีผลตอบแทนจากผลต่างของราคาหุ้นอีกประมาณ 12%



การเอาเงินเก็บของเราไปลงทุนในหุ้นนั้น เรียกได้ว่าเป็นการ "ออมในหุ้น"ซึ่งเราไม่ได้ซื้อๆขายๆ เฝ้าหน้าจอ แต่เป็นการลงทุนในระยะยาวเหมือน"ห่านทองคำ"โดยรับปันผลทุกๆปี

ซึ่งถ้าเราไม่ได้มีความรู้เรื่องหุ้นเราก็สามารถไปลงทุน พวกกองทุนหุ้นก่อนได้ บางทีอาจจะมองว่าเสี่ยงแต่ถ้าดูจริงๆ

การที่เราเอาเงินฝากไว้ที่ธนาคาร ในระยะยาวอาจจะเสี่ยงกว่าเพราะเราจะจนลงเรื่อยๆโดยไม่รู้ตัว เพราะเงินเฟ้อ ยิ่งในระยะยาวเงินฝากเราอาจจะเท่าเดิมแต่ค่าของเงินจะลดลง (อย่างสมัยก่อน 20 บาท ซื้ออาหารได้ แต่ปัจจุบันซื้อไม่ได้แล้ว )

ส่วนหุ้นก็เป็นการลงทุนในธรุกิจ ซึ่งธรุกิจดีๆที่มั่นคง ถ้าธรุกิจดีๆเจ๊งขึ้นมา ธนาคารก็มีโอกาสเจ๊งได้เหมือนกัน (แต่เงินฝากก็มีสถาบันคุ้มครองเงินฝากอยู่ แต่ก็คุ้มครองไม่เต็มจำนวน )

ในระยะยาว อย่างดอกเบี้ย 2-3% กับการลงในหุ้นผลตอบแทน 12% ผลลัพธ์ในระยะยาวจะต่างกันมาก (อ่านเพิ่มเติม)

และถ้ารายได้จากปันผลเยอะกว่ารายจ่ายก็สามารถมี "อิสรภาพทางการเงิน" ได้อีกด้วย



ข้อมูลเพิ่มเติม :  อัตราดอกเบี้ย , อัตราเงินเฟ้อ
SHARE

Sambekub

  • Image
  • Image
  • Image
  • Image
  • Image
    Blogger Comment
    Facebook Comment

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น